1.ต้นกล้วยพัด
กล้วยพัดเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีลักษณะโดดเด่น แม้ว่าจะมีลำต้นคล้ายปาล์ม แต่ก็มิใช่ปาล์ม แม้ว่ามีใบคล้ายกล้วย แต่ก็ไม่ใช่กล้วย แม้ว่าจะอยู่ในวงศ์เดียวกันกับกล้วย แต่ก็อยู่ในสกุลต่างกัน และมีลักษณะร่วมกันไม่มากนัก แท้จริงแล้ว กล้วยพัดเป็นพืชในสกุลเดียวกับปักษาสวรรค์ และเป็นพืชที่เรียกว่าโมโนไทพิก นั่นคือ มีเพียงชนิดเดียวของสกุลนี้ อย่างไรก็ตาม การจำแนกกลุ่มพืชในวงศ์นี้ยังเป็นที่ถกเถียง บางครั้งก็นำกล้วยพัดไปไว้ในสกุลเดียวกับกล้วย (Musaceae) ก็มี สำหรับชื่อในภาษาไทยชื่อ กล้วยพัด ส่วนในภาษาอังกฤษนั้น เรียก traveler's palm หรือ traveler's tree
ลักษณะ
กล้วยพัดมีความโดดเด่นที่ใบเรียงตั้งขึ้นคล้ายพัดจีน เป็นพืชพื้นเมืองของเกาะมาดากัสการ์ ในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนในประเทศไทยนั้นมีตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน ปัจจุบันมีการปลูกกล้วยพัดในสถานที่ต่างๆ มากมาย เพราะมีลักษณะลำต้นไม่ใหญ่เกินไป รูปทรงสวยงาม ดูแลง่าย และไม่ทิ้งกิ่งก้านหรือใบให้เกะกะ
กล้วยพัดเป็นพืชมีเหง้า มีก้านใบยาว ใบสีเข้ม ยื่นดิ่งขึ้นจากโคนต้น ยาวเต็มที่ราว 3 เมตร และกว้างราว 25-50 เซนติเมตร มีเหง้าฝังอยู่ใต้ดิน เมื่อโตขึ้นจึงโผล่พ้นดิน แผ่ใบเป็นสมมาตร รวมความสูงทั้งหมดเต็มที่ 9-18 เมตรเลยทีเดียว ส่วนขนาดลำต้นนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 30 เซนติเมตร ตรงโคนใบมีลักษณะโค้งอุ้มน้ำได้มากถึง 1 ลิตร ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อว่า traveller’s tree หรือ traveller’s palm เพราะนักเดินทางสามารถดื่มน้ำจากหลายๆ ส่วนของพืชชนิดนี้ ทั้งที่ซอกโคนใบ และช่อดอกของกล้วยพัด ได้อย่างดี
ดอกของกล้วยพัดมีสีขาวขุ่น ขนาดเล็ก กระจุกเป็นช่อ มีช่อดอกยาวถึง 30 เซนติเมตร ออกดอกได้ตลอดปี และมีผลสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดสีฟ้า
การขยายพันธุ์
กล้วยพัดสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และหน่อหรือเหง้า สามารถปลูกในดินทรายหรือดินเหนียว ที่มีการระบายน้ำ และมีความชื้นพอสมควร อาจใส่ปุ๋ยบ้างเดือนละครั้ง (18-18-18) ส่วนในช่วงหน้าร้อนอาจให้ปุ๋ยน้อยลง ควรปลูกในสถานที่ที่มีแสงแดดเต็มที่ อาจปลูกในอาคารได้ แต่ควรมีแสงแดดส่องอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าปลูกในที่ที่มีลมพัดแรง หากต้องการใบที่สวย ไม่แตก หรืออาจปลูกให้ต้นไม้อื่นบังลมบ้างก็ได้
กล้วยพัดเติบโตในประเทศไทยได้ดี ด้วยสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งยังทนทานต่อโรคและศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ด้วย
มีความเชื่อดั้งเดิมในถิ่นกำเนิดของกล้วยพัดว่า หากนักเดินทางไปยืนตรงหน้าต้นกล้วยพัดแล้วอธิษฐาน ขอสิ่งใด ก็จะได้สิ่งนั้นตามความประสงค์
กล้วยพัดเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีลักษณะโดดเด่น แม้ว่าจะมีลำต้นคล้ายปาล์ม แต่ก็มิใช่ปาล์ม แม้ว่ามีใบคล้ายกล้วย แต่ก็ไม่ใช่กล้วย แม้ว่าจะอยู่ในวงศ์เดียวกันกับกล้วย แต่ก็อยู่ในสกุลต่างกัน และมีลักษณะร่วมกันไม่มากนัก แท้จริงแล้ว กล้วยพัดเป็นพืชในสกุลเดียวกับปักษาสวรรค์ และเป็นพืชที่เรียกว่าโมโนไทพิก นั่นคือ มีเพียงชนิดเดียวของสกุลนี้ อย่างไรก็ตาม การจำแนกกลุ่มพืชในวงศ์นี้ยังเป็นที่ถกเถียง บางครั้งก็นำกล้วยพัดไปไว้ในสกุลเดียวกับกล้วย (Musaceae) ก็มี สำหรับชื่อในภาษาไทยชื่อ กล้วยพัด ส่วนในภาษาอังกฤษนั้น เรียก traveler's palm หรือ traveler's tree
[แก้] ลักษณะ
กล้วยพัดมีความโดดเด่นที่ใบเรียงตั้งขึ้นคล้ายพัดจีน เป็นพืชพื้นเมืองของเกาะมาดากัสการ์ ในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนในประเทศไทยนั้นมีตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน ปัจจุบันมีการปลูกกล้วยพัดในสถานที่ต่างๆ มากมาย เพราะมีลักษณะลำต้นไม่ใหญ่เกินไป รูปทรงสวยงาม ดูแลง่าย และไม่ทิ้งกิ่งก้านหรือใบให้เกะกะ
กล้วยพัดเป็นพืชมีเหง้า มีก้านใบยาว ใบสีเข้ม ยื่นดิ่งขึ้นจากโคนต้น ยาวเต็มที่ราว 3 เมตร และกว้างราว 25-50 เซนติเมตร มีเหง้าฝังอยู่ใต้ดิน เมื่อโตขึ้นจึงโผล่พ้นดิน แผ่ใบเป็นสมมาตร รวมความสูงทั้งหมดเต็มที่ 9-18 เมตรเลยทีเดียว ส่วนขนาดลำต้นนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 30 เซนติเมตร ตรงโคนใบมีลักษณะโค้งอุ้มน้ำได้มากถึง 1 ลิตร ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อว่า traveller’s tree หรือ traveller’s palm เพราะนักเดินทางสามารถดื่มน้ำจากหลายๆ ส่วนของพืชชนิดนี้ ทั้งที่ซอกโคนใบ และช่อดอกของกล้วยพัด ได้อย่างดี
ดอกของกล้วยพัดมีสีขาวขุ่น ขนาดเล็ก กระจุกเป็นช่อ มีช่อดอกยาวถึง 30 เซนติเมตร ออกดอกได้ตลอดปี และมีผลสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดสีฟ้า
[แก้] การขยายพันธุ์
กล้วยพัดสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และหน่อหรือเหง้า สามารถปลูกในดินทรายหรือดินเหนียว ที่มีการระบายน้ำ และมีความชื้นพอสมควร อาจใส่ปุ๋ยบ้างเดือนละครั้ง (18-18-18) ส่วนในช่วงหน้าร้อนอาจให้ปุ๋ยน้อยลง ควรปลูกในสถานที่ที่มีแสงแดดเต็มที่ อาจปลูกในอาคารได้ แต่ควรมีแสงแดดส่องอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าปลูกในที่ที่มีลมพัดแรง หากต้องการใบที่สวย ไม่แตก หรืออาจปลูกให้ต้นไม้อื่นบังลมบ้างก็ได้
กล้วยพัดเติบโตในประเทศไทยได้ดี ด้วยสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งยังทนทานต่อโรคและศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ด้วย
มีความเชื่อดั้งเดิมในถิ่นกำเนิดของกล้วยพัดว่า หากนัก
กล้วยพัดเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีลักษณะโดดเด่น แม้ว่าจะมีลำต้นคล้ายปาล์ม แต่ก็มิใช่ปาล์ม แม้ว่ามีใบคล้ายกล้วย แต่ก็ไม่ใช่กล้วย แม้ว่าจะอยู่ในวงศ์เดียวกันกับกล้วย แต่ก็อยู่ในสกุลต่างกัน และมีลักษณะร่วมกันไม่มากนัก แท้จริงแล้ว กล้วยพัดเป็นพืชในสกุลเดียวกับปักษาสวรรค์ และเป็นพืชที่เรียกว่าโมโนไทพิก นั่นคือ มีเพียงชนิดเดียวของสกุลนี้ อย่างไรก็ตาม การจำแนกกลุ่มพืชในวงศ์นี้ยังเป็นที่ถกเถียง บางครั้งก็นำกล้วยพัดไปไว้ในสกุลเดียวกับกล้วย (Musaceae) ก็มี สำหรับชื่อในภาษาไทยชื่อ กล้วยพัด ส่วนในภาษาอังกฤษนั้น เรียก traveler's palm หรือ traveler's tree
[แก้] ลักษณะ
กล้วยพัดมีความโดดเด่นที่ใบเรียงตั้งขึ้นคล้ายพัดจีน เป็นพืชพื้นเมืองของเกาะมาดากัสการ์ ในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนในประเทศไทยนั้นมีตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน ปัจจุบันมีการปลูกกล้วยพัดในสถานที่ต่างๆ มากมาย เพราะมีลักษณะลำต้นไม่ใหญ่เกินไป รูปทรงสวยงาม ดูแลง่าย และไม่ทิ้งกิ่งก้านหรือใบให้เกะกะ
กล้วยพัดเป็นพืชมีเหง้า มีก้านใบยาว ใบสีเข้ม ยื่นดิ่งขึ้นจากโคนต้น ยาวเต็มที่ราว 3 เมตร และกว้างราว 25-50 เซนติเมตร มีเหง้าฝังอยู่ใต้ดิน เมื่อโตขึ้นจึงโผล่พ้นดิน แผ่ใบเป็นสมมาตร รวมความสูงทั้งหมดเต็มที่ 9-18 เมตรเลยทีเดียว ส่วนขนาดลำต้นนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 30 เซนติเมตร ตรงโคนใบมีลักษณะโค้งอุ้มน้ำได้มากถึง 1 ลิตร ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อว่า traveller’s tree หรือ traveller’s palm เพราะนักเดินทางสามารถดื่มน้ำจากหลายๆ ส่วนของพืชชนิดนี้ ทั้งที่ซอกโคนใบ และช่อดอกของกล้วยพัด ได้อย่างดี
ดอกของกล้วยพัดมีสีขาวขุ่น ขนาดเล็ก กระจุกเป็นช่อ มีช่อดอกยาวถึง 30 เซนติเมตร ออกดอกได้ตลอดปี และมีผลสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดสีฟ้า
[แก้] การขยายพันธุ์
กล้วยพัดสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และหน่อหรือเหง้า สามารถปลูกในดินทรายหรือดินเหนียว ที่มีการระบายน้ำ และมีความชื้นพอสมควร อาจใส่ปุ๋ยบ้างเดือนละครั้ง (18-18-18) ส่วนในช่วงหน้าร้อนอาจให้ปุ๋ยน้อยลง ควรปลูกในสถานที่ที่มีแสงแดดเต็มที่ อาจปลูกในอาคารได้ แต่ควรมีแสงแดดส่องอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าปลูกในที่ที่มีลมพัดแรง หากต้องการใบที่สวย ไม่แตก หรืออาจปลูกให้ต้นไม้อื่นบังลมบ้างก็ได้
กล้วยพัดเติบโตในประเทศไทยได้ดี ด้วยสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งยังทนทานต่อโรคและศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ด้วย
มีความเชื่อดั้งเดิมในถิ่นกำเนิดของกล้วยพัดว่า หากนักเดินทางไปยืนตรงหน้าต้นกล้วยพัดแล้วอธิษฐาน ขอสิ่งใด ก็จะได้สิ่งนั้นตามความประสงค์

สถานที่ ข้างสวนเกษตร
|
ลักษณะทั่วไป: ไม้ล้มลุกอายุสั้น ระบบรากดีทั้งระบบรากแก้ว และรากแขนง อวบน้ำ ลำต้นกลวง และไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขาเหมือนไม้ชนิดอื่น ดอกเจริญออกมา
ตามซอกใบเหนือก้าน ผลมีรูปร่างแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์
|
| ประโยชน์: |
| - รากนำมาต้มแก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ช่วยขับปัสสาวะ |
| - ใบสด ย่างไฟแล้วบด นำไปประกบบริเวณที่ปวด และแก้ปวดไขข้อ |
| - เมล็ด ช่วยดับกระหาย และมีฤทธิ์ช่วยขับพยาธิ |
| - น้ำดอกมะละกอ ต้มช่วยขับประจำเดือนสตรี |
| - ยาง ช่วยย่อยสลายโปรตีน ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ |
| - ผลทั้งดิบและสุก เป็นอาหาร ช่วยระบาย ผลดิบมีน้ำย่อยช่วยให้เนื้อสัตว์เปื่อยยุ่ย |

สถานที่ ในสวนเกษตร
3.ต้นเฟื่องฟ้า
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Bougainvillea hybrida
- ชื่อสามัญ: ดอกเฟื่องฟ้า (อังกฤษ: Bougainvillea, Paper flower)
- ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ: Peper Flower, Kertas, ตรุษจีน
- ลักษณะ: ไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นอยู่
- ใบ: ใบเดี่ยว แตกออก สลับกับกิ่ง หรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ใบประดับลักษณ ะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ
- ดอก: มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อ ตามซอก ใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม.
- การดูแล: ต้องการแสงแดดจัดในสภาพกลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดวัน ถ้าได้รับแสงแดดไม่เพียงพอจะทำ ให้สีของใบไม่เข้มออกดอกน้อย ต้องการอุณหภูมิ ปานกลางหรือร้อนชื้น เมื่อโตขึ้น ต้องการน้ำปานกลาง ถึงค่อนข้างต่ำ ถ้ารดน้ำมากเกินไปจะไม่ออกดอก
- การขยายพันธุ์: ปักชำกิ่ง, ตอนกิ่ง, เสียบยอด
- ประโยชน์:
ดอกเฟื่องฟ้า ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศบราซิลโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสราว ค.ศ. 1766-1769 และได้ถูกนำไปปลูกยังส่วนต่าง ๆ ของโลก เริ่มจากยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย สำหรับในประเทศไทย มีการนำพันธุ์เฟื่องฟ้าเข้ามาจากสิงคโปร์ครั้งแรกราว พศ. 2423 ใน สมัยรัชกาลที่ 5 พันธุ์เฟื่องฟ้าในประเทศไทยมีไม่น้อยกว่าต่างประเทศ เนื่องจากเฟื่องฟ้าเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย และกลายพันธุ์เกิดเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นมากมาย

สถานที่ หน้าเสาธง